Cool Blue Outer Glow Pointer
ยินดีต้อนรับสู่บล็อกของน็อต ปฏิภาณ ชมพัฒน์ครับ รหัส 5681114012

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

Learning log outclass summaries

Learning log outclass summaries  
การค้นหาความรู้นอกห้องเรียน
       วัตถุประสงค์สำคัญประการหนึ่งของการจัดการหรือการหาความรู้นอกห้องเรียน คือการพัฒนาคนให้มีความรู้ ความคิด มีคุณธรรม เป็นคนที่มีความรู้ในสังคม โดยทำการหาความรู้โดยมีจุดมุ่งหมายหลักการของวิชาสอดคล้องกับการศึกษา การที่เรามัวแต่เรียนรู้ในห้องเรียนมันก็อาจทำให้เรารู้สึกมีความกดดัน ความเครียดขึ้นมาบ้าง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราควรจะเปิดโอกาสตัวเองในการเรียนรู้นอกห้องเรียนแต่ประโยชน์จะมีอะไรบ้างลองมาดูกันสัก 10 ข้อดังต่อไปนี้
10.พัฒนาความสัมพันธ์กับคนอื่นๆได้เป็นอย่างดี
การเรียนรู้นอกห้องเรียนจะช่วยพัฒนาทักษะความสามารถในเรื่องความสัมพันธ์อันดีงามมากขึ้นและช่วยให้เรามีความเชื่อมั่นในการพูดคุยกับผู้อื่นได้มากขึ้น ทำให้เราออกไปข้างนอกเปิดโลกกว้างได้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งยังช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์พฤติกรรมแต่ละคนได้เป็นอย่างดี
9.ช่วยให้เราสามารถสำรวจค้นหาสิ่งที่เราชอบ
การเรียนรู้นอกห้องเรียนช่วยให้เราสามารถค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบได้อย่างอิสระ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องนี้มากเท่าไหร่นัก และก็เก็บความคิด ความรู้สึกเอาไว้ในใจตลอด ซึ่งการเรียนรู้นอกห้องเรียนจะทำให้เราสามารถเก็บเกี่ยวประสบการณ์มากขึ้น
8.ช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตนเองมากขึ้น
คนที่ชอบเก็บตัวก็ได้ประโยชน์จากการหาความรู้นอกห้องเรียน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเองมากขึ้น ทำให้พวกเขาสามารถปรับปรุงพฤติกรรมและบุคลิกภาพของตัวเองได้เป้นอย่างดี
7.ช่วยให้เราผ่อนคลาย สบายใจ
การหาความรู้นอกห้องเรียนถือเป็นการบำบัดอย่างหนึ่ง ที่ช่วยให้เรามีความผ่อนคลายสบายใจใยยามที่เราเกิดความเครียดขึ้นมาถือเป็นแนวทางอย่างหนึ่งที่ช่วยบำบัดอาการต่างๆได้เป็นอย่างดี
6.ช่วยให้เราบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้น
การหาความรู้นอกห้องเรียนจะช่วยให้เราบริหารจัดการเวลาได้ดีขึ้นมากในแต่ละวัน ทำให้เราวางแผนการทำงานได้อย่างเหมาะสมและมีความรอบคอบในการทำงานมากขึ้น
5.ทำให้เรามีความรับผิดชอบมากขึ้น
การหาความรู้นอกห้องเรียนช่วยให้เรามีความรับผิดชอบและรู้หน้าที่มากกว่าเดิมในการทำกิจกรรมต่างๆเช่น กีฬา ที่เราจะต้องตระหนักหนักถึงความรับผิดชอบกับทีมโดยส่วนรวมและยังทำให้เรากล้าเผชิญกับความท้าทายต่างๆมากขึ้นด้วย
4.ช่วยให้เราปรับอารมณ์ตนเองได้
แน่นอนว่าการหาความรู้นอกห้องเรียนจะช่วยให้เราปรับอารมณ์ตัวเองกับปัญหาต่างๆได้เป็นอย่างดีทั้งในปัจจุบันและอนาคตทำให้เราฝ่าฟืนอุปสรรคต่างๆได้ไม่ยากนัก
3.ทำให้เรากล้าเข้าร่วมสังคมมากขึ้น
โลกของเราทุกวันนี้ เราจะต้องกล้าเข้าร่วมกับสังคมที่แตกต่างกันออกไปให้ได้ ซึ่งแน่นอนการหาความรู้นอกห้องเรียนจะช่วยในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้เราไม่รู้สึกว่าอยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไป และก็ทำให้เราสามารถทำกิจกรรมร่วมกันกับสังคมได้อย่างสนุกสนาน
2.ช่วยเยียวยารักษาความกดดันได้เป็นอย่างดี
ทุกวันนี้ผู้คนแทบทุกคนก็ล้วนเผชิญกับความกดดันในชีวิตเป็นอย่างมาก จนมีการฆ่าตัวตายมากขึ้นทุกวัน ซึ่งการแก้ปัญหาที่ดีอย่างหนึ่งก็คือ การหาความรู้นอกห้องเรียนให้มากๆซึ่งการเรียนรู้นอกห้องเรียนจะช่วยให้เราคลายความกดดันต่างๆลดลงเป็นอย่างมาก
1.ช่วยเพิ่มพลังชีวิตกับเรามากยิ่งขึ้น

สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ต่างๆเป็นตัวทำลายพลังงานของเราลดลงไปเรื่อยๆซึ่งการหาความรู้นอกห้องเรียนจะช่วยหลีกเลี่ยงเรื่องพวกนี้ได้เป็นอย่างดีที่จะเป็นตัวช่วยสร้างความเข็มแข็งอดทนมากขึ้นและสร้างภูมิต้านทานโรคต่างๆได้เป็นอย่างดี

Learning log outclass summaries

Learning log outclass summaries       
ความเจริญก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี ทำให้โลกมีวิวัฒนาการและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง มนุษย์สามารถติดต่อสื่อสารกันอย่างไร้พรมแดนในการเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษให้ความสำคัญในเรื่องทักษะการอ่าน เพราะการอ่านนำเราไปสู่ความรู้ ความเข้าใจในเนื้อหาที่อ่านถ้าไม่อ่านเราไม่สามารถเข้าใจสาระนั้นได้จะเห็นว่าปัจจุบันนี้ การอ่านภาษาอังกฤษมีความจำเป็นมากเพราะสื่อต่างๆเป็นภาษาอังกฤษถ้าเราไม่มีความสามารถในด้านการอ่านเราจะไม่เข้าใจในเรื่องนั้นๆถ้าเราอ่านมากทำให้เราเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดีและเสริมสร้างบุคลิกภาพ อ่านมากย่อมรู้มากมีข้อมูลมาก มีข้อมูลต่างๆสั่งสมไว้มาก เมื่อสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ขัดเขินเพราะมีภูมิรู้ สามารถนำมาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติให้ชีวิตมีคุณค่าและมีระเบียบแบบแผนที่ดีขึ้น
       ในการฝึกการอ่านครั้งนี้ ผมจะอ่านแบบ skimming ก่อน 1 รอบจากนั้นอ่านออกเสียงในใจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้น อ่านออกเสียงในการอ่านออกเสียงนั้นได้ฝึกเว้นวรรคตอนให้ถูกต้องใช้น้ำเสียงในการอ่านให้น่าฟังอ่านออกเสียงพยัญชนะสระวรรณยุกต์ คำ ให้ถูกต้องตามอัครวิถีอ่านด้วยอัตราเร็วที่เหมาะสม คือ อ่านไม่ช้าหรือเร็วจนฟังไม่ทันและบางครั้งอ่านในใจ การอ่านในใจพยายามเตือนใจตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่อ่าน ซึ่งการอ่านออกเสียงและการอ่านในใจขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในขณะนั้นพบว่ามีคำศัพท์บางคำที่ยังอ่านออกเสียงผิดอยู่และไม่รู้ความหมายและชนิดของคำ แต่ผมได้ลองอ่านออกเสียงและเดาความหมายจากบริบทและ affixes ดูก่อน จากนั้นไปเปิดหาความหมาย เช่นคำว่า moustache แปลว่าหนวดเป็นคำนาม unconscious แปลว่าขาดสติเป็น Adj. Frightened แปลว่าหวาดกลัวเป็น Verb
       เรื่องนี้เป็นเรื่องราวของ David เขาเกิดในอังกฤษ พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เขาอยู่ในท้องแม่ ในครอบครัวน้องของเขาคือคนที่มีชื่อเสียงและรวยที่สุด หลังจากที่ได้แต่งงานกับเด็กหนุ่มนั้น น้าของเขาได้ทำการหย่ากับเด็กหนุ่มคนนั้นเนื่องจากต้องการเงินและทุบตีเธอ น้าไม่เคยมาที่บ้านของ David เลยหลังจากที่รู้ว่าแม่ของ David ท้อง น้าจึงมาหา น้าได้ถามคนใช้ของแม่ David ว่าเด็กในท้องน่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย คนรับใช้บอกว่าน่าจะเป็นผู้หญิง ไม่นาน David ก็ออกมาลืมตาดูโลก แต่ทะว่าน้าไม่พอในเท่าไหร่ เพราะน้าชอบเด็กผู้หญิง เมื่อ David เกิดมาชีวิตของเขามีแต่ความสุขได้รับความรักจากแม่และพี่เลี้ยงเป็นอย่างดี
       แต่เมื่อเขาอายุได้ 8 ขวบ ความสุขของเขาเริ่มหายไปแม่เขาเริ่มมีความสนิทสนมกับผู้ชายชื่อ Murdstone จากนั้นแม่ของ David และ Murdstone ได้ไปทำธุระกันสองอาทิตย์และ David ต้องอยู่กับพี่เลี้ยง พี่เลี้ยงจึงพา David ไปเที่ยวทะเลที่บ้านเธอ 2 อาทิตย์ David มีความสุขมากที่ได้ไปเที่ยวที่เหล่านั้น แต่ขณะที่เดินทางกลับ David ก็ซึมเศร้าเพราะต้องกลับมา พี่เลี้ยงยังบอกอีกว่าแม่ของเขาแต่งงานกับ Murdstone ทำให้ David ยิ่งร้องไห้หนักขึ้นไปอีกเพราะไม่เข้าใจทำไมต้องทำแบบนี้ด้วย เมื่อกลับถึงบ้าน David เข้าไปร้องไห้ในห้องและแม่ของเขาก็เข้ามาจับมือและนั่งใกล้ๆแต่ในขณะนั้นเอง Murdstone ก็ได้เข้ามาเห็นและโกรธแม่ของ David มากเข้าข่มขู่และบังคับแม่ของ David ทุกอย่าง ถ้าไม่เชื่อฟังจะทุบตีและทำร้าย เขาควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านน้องสาวของ Murdstone ก็เข้ามาอยู่ในบ้านด้วย David ได้แต่สงสารแม่และหวังให้ทุกสิ่งดีขึ้น

       เมื่อได้อ่านเรื่องนี้มีความรู้สึกว่าชีวิตในวัยเด็กของ David มีทั้งความสุขแล้วความทุกข์ เมื่อสุขก็สุขมากทุกข์ก็ทุกข์มาก ผมคิดว่าการอ่านครั้งนี้เป็นการฝึกจินตนาการได้รับความรู้ทางด้านไวยากรณ์ฝึกการอ่านการแปลฝึกใช้ความคิดการตีความหมายต่างๆได้รับข้อคิดรวมไปถึงความเพลิดเพลินสอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ที่มีความเจริญก้าวหน้ามีเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ภาษาอังกฤษได้เข้ามามีบทบาททำให้คนเราทุกคนต้องอ่านภาษาอังกฤษได้อย่างเข้าใจเมื่อสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ขัดเขินเพราะมีภูมิรู้

Summary Chart Of Tenses 18thAugust 2015

Summary Chart Of Tenses   18thAugust 2015
Tense
       Tense คือรูปแบบของกริยาที่แสดงให้เราทราบว่าการกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นเมื่อใด ซึ่งเรื่อง Tense นี่เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเราใช้ Tense ไม่ถูก เราจะสื่อสารกับเจ้าของภาษาไม่เข้าใจ เพราะประโยคในภาษาอังกฤษจะอยู่ในรูปของ Tense เสมอ ซึ่งต่างจากภาษาไทยว่าจะมีตัวบอกเวลากำกับอยู่แล้ว แต่ภาษาอังกฤษจะใช้รูป Tense นี้มาเป็นตัวบอก ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับ Tense จึงเป็นเรื่องจำเป็น
Tense ในภาษาอังกฤษนี้จะแบ่งออกเป็น 3 Tense ใหญ่ๆคือ
1.             Present tense ปัจจุบัน
2.             Past tense อดีต
3.             Future tense อนาคต
ในแต่ละ Tense ยังแยกย่อยได้ Tense ละ 4 แบบคือ
       1.Simple tense ธรรมดา (ง่ายๆตรงๆไม่ซับซ้อน)
       2.Continuous tense กำลังจะกระทำอยู่
       3.Perfect tense สมบูรณ์ (ทำเรียบร้อยแล้ว)
       4.Perfect continuous tense สมบูรณ์ในขณะกำลังกระทำ
โครงสร้างของ Tense ทั้ง 12 มีดังนี้
Present
1.1      S+Verb1 (บอกความจริงที่เกิดขึ้นง่ายๆไม่ซับซ้อนมาก)
1.2      S+V be +Verb ing  (บอกว่ากำลังทำอะไรอยู่)
1.3      S+have,has+V3 (บอกว่าได้ทำมาแล้วจนถึงปัจจุบัน)
1.4      S+have,has+been+V.ing (บอกว่าได้ทำมาแล้วและกำลังทำต่อไปอีก)

Past
2.1 S+V2  (บอกสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต)
2.2 S+was, were+Ving (บอกสิ่งที่กำลังทำในอดีต)
2.3 S+had+V3 (บอกสิ่งที่ทำในอดีตช่วงเวลาหนึ่ง)
2.4S+had+been+Ving  (บอกสิ่งที่ทำมาแล้วอย่างต่อเนื่องในอดีต)
Future
3.1S+will,shall+Verb1 (เรื่องที่จะเกิดขึ้นในอนาคต)
3.2S+will,shall+be+V.ing (บอกว่าอนาคตกำลังทำอะไรอยู่)
3.3S+will,shall+have+V3 (บอกเรื่องที่จะสำเร็จในอนาคต)

3.4S+will,shall+have+been+Ving (บอกสิ่งที่กำลังจะทำและสำเร็จในอนาคต)

Learning Log 29th September 2015

Learning Log   29thSeptember 2015
       จากที่เคยสังเกต อ่านจากหนังสือบ้าง กระทู้บ้าง ศึกษาจากคนรอบข้างบ้าง ก็ได้พบข้อสงสัยว่าทำไม คนไทยถึงไม่เก่ง หลีกเลี่ยง บางคนเข้าขั้นเกลียดภาษาอังกฤษเลยทีเดียว ส่วนใหญ่แล้วตอนเด็กๆเราจะถูกสอนมาด้วย pattern ที่คล้ายๆกันคือ การจะทำให้สามารถสื่อสารกับคนอื่นด้วยภาษาอังกฤษได้ คือต้องเก่ง Tenseต้องเก่งศัพท์ ซึ่งหลักสูตภาษาไทยก็จะเป็นรูปแบบของการท่องจำ แทนที่จะเน้น ความเข้าใจ ครูผู้สอนต่อให้รู้ว่าตอนสอนให้ท่องจำก็ยังคงดำรงไว้ซึ่งความล้าหลังดังกล่าว ผลลัพธ์ของความคิดนี้ทำให้เราต้องมานั่งเรียนเรื่อง Tense ตั้งแต่ประถมยันมหาวิทยาลัยไม่จบไม่สิ้น ต้องมาท่องศัพท์ต่างๆนาๆและเอาไปใช้ในชีวิตจริงไม่เป็น จำได้บ้าง จำไม่ได้บ้าง งูๆปลาๆ ส่งผลให้คนที่จบมานั้น ได้แค่ระดับพื้นฐานของภาษาอังกฤษเท่านั้น
       เคยเป็นกันไหม ท่อง tense เป็น 10 แต่เวลาจะพูดกับฝรั่งจริงๆนึกไม่ออกว่าจะใช้ tense ไหนทำไมพูดไม่เห็นคล่องซักที ฟังในคลิปจาก youtube ไม่รู้เรื่องเลย ที่เป็นแบบนี้เพราะสิ่งที่สอนในห้องเรียนเป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น โรงเรียนไม่สอนการเอาไปใช้จริง เรียนเพื่อสอบ สอบเสร็จก็ลืม ไม่ทำให้เห็นความน่าสนใจ ไม่เห็นถึงความสนุกของภาษา ทำให้เราไม่อยากแตะภาษา ไม่เก่งซักที
เราจะทำยังไงดี…….ง่ายๆก็คือ ก็ทำให้ชอบภาษาเลยสิ ขอยกตัวอย่างของผมกันนะครับ
ก่อนอื่นเลยค้นหาว่าเราชอบอะไรไม่ชอบอะไร
       สิ่งที่ชอบไม่จำเป็นต้องมีสาระ เราชอบอยู่หน้าคอม ชอบเล่นเกมมากๆ อ่านการ์ตูน ดูหนังซีรีส์ ฟังเพลง ที่กล่าวมาคนส่วนให้ชอบทำกัน และผมก็ไม่ชอบที่จะมานั่งอ่านหนังสือวิชาการสมาธิสั้นทุกทีต้องมาอ่าน topic น่าเบื่อๆ รวมถึงหนังสือ grammar ภาษาอังกฤษ ต่างๆนาๆอ่านไม่เคยจบเล่มเลย
       เราก็เลยตัดสินใจเอาหนังสือที่เอาไว้ศึกษาภาษาอังกฤษไว้ในห้องเก็บของไม่ต้องไปแตะมันหยิบออกมาตอนที่จำเป็นเท่านั้น ผมจะศึกษาใน Internet เนี่ยแหละ แล้วจดมันด้วยวิธีที่เราจะเปิดดูได้ทุกเวลา
จำไว้ว่าไม่จำเป็นฝึกเหมือนคนอื่น
       เคยมีคำถามหรือถามคนอื่นไมว่า ศึกษากันยังไง เรียนเพิ่มเติมที่ไหน คนเรามีความสามารถการรับรู้ต่างกันและมีความถนัดต่างกัน เวลาว่างของแต่ละคนไม่เท่ากัน แต่คุณมีเวลาเปิด yputube ก็แสดงว่าคุณมีเวลาฝึกแล้ว สละเวลาซัก 10 นาที ดูคลิปฮาๆซักคลิปแล้วพยายามเก็บเกี่ยวภาษาจากคลิปนั้นก้อถือว่าเป็นการฝึกแล้ว



Learning Log 25th August 2015

Learning Log   25thAugust 2015
       หนึ่งในคำถามที่พบบ่อยในชีวิตคืออยากเก่งภาษาอังกฤษมีวิธีฝึกอย่างไร ภาษาอังกฤษเป็น Life time learning หรือเรียนทั้งชีวิตไม่มีทางลัดไม่มีทางเร็ว มีแต่ทางเริ่ม ผมใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันมาเกิน 5 ปีแล้ว คิดว่าเยอะแล้ว แต่พอมาเจอระดับมหาวิทยาลัยผมกลายเป็นวัยเริ่มต้นไปเลยมีคนเก่งกว่าเราอีกเยอะตลอกเวลามีคำศัพท์จำนวนมากมายที่ผมไม่รู้หลายๆประโยคที่อ่านแล้วไม่เข้าใจภาษาอังกฤษเป็นศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ภาษาอังกฤษเป็นภาษาของโลก ใครรู้ภาษาอังกฤษก็สามารถคุยได้ทั่วโลกทั้งการต่อยอดการศึกษา การทำงานและการค้า สำหรับประเทศไทยเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้วว่าภาษาอังกฤษเพิ่มโอกาสได้เข้าทำงาน เท่านั้นไม่พอความรู้ภาษาอังกฤษช่วยให้ได้งานเงินเดือนสูง งานฝ่ายขายต่างประเทศ งานจัดซื้อต่างประเทศ งานเหล่านี้เริ่มต้นที่ 20,000 – 50,000 บาททั้งสิ้น ส่วนการค้าหรือถ้าจะทำงานบริการก็รับจ้างรับเขียน รับแปล งานกับชาวต่างชาติก็ได้เงินเยอะมาก
ทำไมการท่องจำภาษาอังกฤษไม่เวิร์ค
       สิ่งแรกที่ผมขอบอกเลยคือ อย่าพยายามท่องจำเพราะการท่องจำไม่ได้ช่วยให้คุณเก่งภาษาอังกฤษ ท่องเท่าไหร่ก็ลืมเท่านั้น วิธีพัฒนาความสามารถด้านภาษาอังกฤษเกิดได้ทางเดียวคือใช้งานเยอะจริงๆส่วนการอ่านหนังสือ การฟังบทสนทนา เป็นการพัฒนาความรู้ความเข้าใจและลับคมด้านภาษาไม่ให้สึกหรอ
อาทิตย์ที่ผ่านมาผมฝึกฟังภาษาอังกฤษผ่าน Youtube
       ใช้บ่อยสุกคือ youtube พวกพูดอย่าง TED talk และ Pod Cast ที่ Blogger ฝรั่งชอบบันทึกแล้วนำไปเผยแพร่บน Blog การฟังเป็นการฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพมากเพราะต้องใช้สติและสมาธิสูง ข้อมูลจะเข้าหัวได้ดีกว่าการฟังจากการดูหนังฝรั่ง
       ปัญหาของภาพยนตร์ฝรั่งแบบอเมริกันคือภาษาอังกฤษแบบ US จะพูดเร็ว เป็นภาษาแสลงและภาษาโจ๋ๆที่เข้าใจยาก แต่ผมก็ยังชอบการดูหนังเพราะศัพท์เหล่านั้นใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์อังกฤษอันนี้มีความเป็นภาษาที่ฟังออกและเข้าใจง่ายกว่าเยอะที่ผ่านมาคนมักแนะนำให้ดูหนังฝรั่งเพื่อฝึกภาษาแต่ผมแนะนำให้ฟังผ่าน talk show ของนักพูดใน youtube ดีกว่า เพราะคนเหล่านี้มีภาษาพูดที่ถูกต้องและชัดเจนกว่าเยอะ คุณสามารถทดสอบความแตกต่างได้โดยการเข้า youtube ไปดู clip หนังฝรั่งอเมริกันแล้วลองไปดู clip สอนพูดโดย Roger Love จะเห็นว่าแตกต่างกันมากในด้านความชัดเจนของภาษา

       นี่คือวิธีของผมในกรเรียนรู้ภาษาอังกฤษที่ต้องทำสม่ำเสมอ ตลอดเวลาที่ผมอยู่มหาลัยผมรู้ตัวว่าต้องดิ้นรนเอาตัวรอด เรามาสายนี้แล้ว เราต้องทำมันให้ดีที่สุด อย่าเอาตัวเราไปเทียบกับใครว่าใครอ่อนกว่าหรือเก่งกว่า จงทำให้เต็มความสามารถ แต่จงอย่าเห็นแก่ตัว เพราะคนสมัยนี้มีความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก

Learning Log 22th September 2015

Learning Log 22thSeptember 2015
ประสบการณ์ของผม
       จะมีเกมโปรดประจำ ที่ต้องเล่นเป็นทีม ผมเล่นเกมนี้เกือบทุกวัน คือ เล่นเก่ง จนมีเพื่อนๆในเกมมากมายที่ไม่รู้จัก หลายประเทศ มาเล่นกันเป็นทีมและได้พูดผ่าน Teamspeak ประสบการณ์ครั้งแรกของผมคือ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย ผมได้แต่พิมพ์ โดยแปลคำจาก Google translate กว่าจะได้ซักประโยคหนึ่งลำบากมาก เพราะอ้างอิงโครงสร้างจากภาษาไทยทำให้ประโยคเพี้ยน ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมมันยากขนาดนั้น
       ผมอยู่แบบนี้หลายเดือนจนได้ยินคำศัพท์จากเพื่อนที่พูดรวมกับสถานการณ์ทำให้คิดภาพบริบทออกได้ยินบ่อยๆจนชิน ผมก็เลียนสำเนียงเขาได้ ต่อมาก็มาฟังรู้เรื่องว่าเขาคุยอะไรกันแต่ผมไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ จะใช้คำสั้นๆ พูดตอบโต้ก็คุยกันรู้เรื่อง
        จนตอนนี้ ผมรู้ว่า คำนี้หมายถึงอะไร แต่ไม่รู้ว่ามันตรงกับคำไหนในภาษาไทย ผมเข้าใจว่าการเรียบเรียงภาษาอังกฤษมันต้องเป็นประสบการณ์ตรงโดยไม่ใช้ทัศนคติจากภาษาไทยเพราะจะทำให้เข้าใจผิดเหมือนเมื่อก่อนประโยคไหนที่จะใช้ในอนาคตผมจะใส่ will ตลอดแต่ความจริงคือ แต่แปลงคำศัพท์บางตัวเท่านั้นเอง
        ภาษาอังกฤษที่ได้จากเกมบางคนก็ว่าได้ความรู้ความสามารถเยอะบางคนกลับบอกว่าได้น้อยนั้นอาจเป็นเพราะว่าเข้าไม่ได้เล่นเกมที่สนทนาแบบจริงจัง บางคนบอกว่าเกมช่วยได้ไม่มากการดูหนังต่างประเทศแบบ subtitle ช่วยได้มากกว่าเพราะมีบทสนทนาที่เราคุ้นเคยได้มากกว่า
        อย่ามีข้ออ้างในการฝึกภาษาอังกฤษ แต่คุณมีเวลาเปิด Youtube ก็แสดงว่ามีเวลาฝึกแล้ว สละเวลาซัก 10 นาทีหาคลิปตลกๆและพยายามเก็บเกี่ยวภาษาจากคลิปนั้นก็ถือเป็นการฝึกแล้ว


Learning Log out classes 15th September 2015

Learning Log out classes   15thSeptember 2015
กระบวนการคิดของมนุษย์
       คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของมนุษย์คือ ผู้รู้คิดจากการรู้คิดนี้เองนำไปสู่กระบวนการคิดเริ่มจากการตีความ พิจารณา ไตร่ตรอง สิ่งที่ได้จาก ผัสสะ แล้วสรุปเป็นความรู้อย่างอื่นอย่างใดแล้วเก็บความรู้สึกสะสมนั้นไว้เพื่อใช้เป็นพื้นฐานหรือความรู้เดิมที่ใช้ในการเปรียบเทียบและตัดสินใจสรุปความรู้ใหม่เพิ่มขึ้น เช่น เด็กที่เข้าเรียนในชั้นเรียนเป็นครั้งแรกในชีวิต มีหญิงสาวตัวผอมๆคนหนึ่งเข้ามาอยู่หน้าชั้นเรียนแล้วบอกตัวเธอเป็นครู แล้วก็สอนให้อ่านหนังสือประสบการณ์จากตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง ผ่านกระบวนการคิดเกิดความเข้าใจสรุปได้ว่าครูคือหญิงสาวตัวผอมๆที่ทำหน้าที่สอนหนังสือและเรียกว่าครูเช่นกัน เป็นจินตภาพอีก 1 ครั้งและจะทำการเปรียบเทียบกับจินตภาพเดิม เห็นความเหมือนและแตกต่างเกิดความเข้าใจว่าผู้ซึ่งเป็นครูนั้นอาจเป็นผู้หญิงหรือชายก็ได้ แต่ทำหน้าที่สอนหนังสือเหมือนกัน
       กระบวนกาคิดของมนุษย์มิได้หยุดเพียงการสร้างมโนภาพ ซึ่งเป็นความรู้ใหม่ที่เกินความกว้างกว่าความรู้เดิมเท่านั้น แต่ยังเก็บความรู้นั้นเข้าไว้ในความทรงจำเพื่อใช้เป็นความรู้เปรียบเทียบกับประสบการณ์เดิมที่ได้รับรู้ ความรู้ที่ถูกเก็บไว้ในความทรงจำนั้นจะกลายเป็นความรู้เดิมที่มีความหมายกว้างๆเมื่อมีการรับรู้ใหม่เข้ามา กระบวนการคิดของมนุษย์จะตีความพิจารณาไตร่ตรอง เปรียบเทียบแล้วทำการอนุมานสรุปออกมาเป็นความรู้ที่เกิดจากความรู้เดิมมาเป็นหลักฐานสนับสนุน เช่น ความรู้ที่ว่า ครูคือผู้สอนหนังสือความทรงจำเก็บไว้เป็นความรู้เดิมที่ใช้เปรียบเทียบความรู้ใหม่
       สรุปได้ว่ากระบวนการคิดของมนุษย์ เริ่มจากการตีความพิจารณาไตร่ตรอง ผัสสะที่ได้รับทางหู ตา จมูก ลิ้น กายและใจ เกิดความเข้าใจผัสสะนั้น สรุปออกมาเป็นความรู้เฉพาะครั้ง แล้วนำความรู้หลายครั้งมาวิเคราะห์เปรียบเทียบ สรุปออกมาเป็นความรู้ที่เป็นส่วนรวม ทั้งยังนำความรู้ที่ใช้เก็บไว้ในความทรงจำเพื่อนำมาคิดอนุมานใช้ในการสรุปหาความรู้ใหม่เพิ่มเติมโดยไม่ต้องอาศัยประสบการณ์ตรงๆแต่อาศัยการคิดที่เกี่ยวเนื่องกันจะเห็นได้จากสรุปหาความรู้ใหม่เพิ่มแต่ละครั้งจะต้องนำความรู้เดิมมาเป็นหลักฐานสนับสนุนเสมอ




Learning Log 1st September 2015

Learning Log   1st September 2015
        การเรียนรู้นอกห้องเรียนนั้นเป็นสิ่งสำคัญเพราะหากเรียนในเฉพาะหองเรียนความรู้ที่ได้มานั้นจะอยู่ไม่ยืนยาวเราจึงต้องหมั่นหาความรู้นอกห้องเรียนอยู่เสมอเพราะเด็กไทยรับผลกระทบจากนักการเมืองซึ่งโกงกินกันจนทำให้ประเทศไทยหล้าหลัง จึงมีคำกล่าวที่ว่า ประเทศไทยน่าอยู่หากไม่มีคนไทยอยู่
ดังนั้นเราควรมีการศึกษาที่ดีมีความรู้ยิ่งเยอะยิ่งดี เมื่อถึงคราวประชาคมอาเวียนเมื่อไหร่ ใครไม่มีความรู้รับรองได้ว่าตกงานแน่นอนคนไทย การสืบค้นข้อมูลหรือการเรียนรู้ด้วยตนเองนั้นมีหลายวิธี แต่สัปดาห์นี้ผมขอแนะนำการหัดทำข้อสอบ
       สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้ทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษทั่วไป 2,000 กว่าข้อ เพราะผมเคยอ่านเจอว่าการทำข้อสอบจำนวนมากๆนั้นช่วยให้เรามีความคุณเคยกับมันหรือวิชานั้นๆหากเป็นข้อสอบไวยากรณ์แน่นอนเลยว่าจะทำให้ทักษะด้านไวยากรณ์ของเรานั้นเพิ่มพูนขึ้น แต่ที่ผมทำนั้นเป็นข่อสอบวัดความรู้ภาษาอังกฤษทั่วไป ซึ่งแน่นอนมันมีส่วนช่วยเยอะเลยทีเดียว มันช่วยเสริมทักษะด้านไวยากรณ์ คำศัพท์ การเดาความหมายของคำ การพูด เพราะเวลาที่เราอ่านออกเสียงออกมานั้น เราจะทราบได้ทันทีว่าเราอ่านถูกต้องแล้วหรือยัง ผมจึงมั่นใจได้พอสมควรว่าทักษะด้านภาษาอังกฤษของผมมีความแข็งแรงขึ้นมาจาก คำศัพท์หรือคลังคำศัพท์ตอนนี้ก็มีมากมายจนจะให้เขียนทุกคำที่ผมทราบก็คงจะเขียนออกมาไม่หมดเพราะไม่ทราบจริงๆว่ามีเยอะขนาดไหน

       การหมั่นหาความรู้นอกห้องเรียนในบางครั้งเป็นสิ่งสำคัญกว่าการหาความรู้ในห้องเรียนเสียอีกเพราะการที่เรามีความรู้รอบตัวมากมายนั้นมันช่วยให้เราอยู่รอดในสังคมได้ แต่ทว่า หากเรามีแค่ความรู้ในห้องเรียนเราก็ไม่สามารถเอาชีวิตรอดในสังคมแห่งนี้ได้หรืออาจเรียกได้ว่ามีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอดนั้นเอง ยิ่งพวกเราเป็นประเทศด้อยพัฒนาแล้วด้วยก็ยิ่งควรมีความรู้ให้มากเพราะต่อไปคนที่ไม่เก่งภาษาจะไม่สามารถลืมตาอ้าปากในสังคมได้

Learning Log 8th September 2015

Learning Log   8th September 2015
       การค้นหาความรู้นอกห้องเรียนนั้นสำคัญมากเพราะความรู้ส่วนใหญ่ของเรานั้นมาจากนอกห้องเรียนทั้งนั้น ความรู้ภายนอกห้องเรียนเป็นเพียงความรู้ส่วนน้อยหรือเพียงแค่เพิ่มความเข้าใจเท่านั้นการหาความรู้บอกห้องเรียนนั้นมีด้วยกันหลายวิธีเช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม อ่านหนังสือ แต่สัปดาห์นี้ผมจะมาแนะนำวิธีการเก็บเกี่ยวความรู้มากมายจากการฟังเพลงและเล่นเกมเพราะวัยรุ่นส่วนมากชอบที่จะฟังเพลงกันอยู่แล้ว แต่จะดีกว่าไหม ถ้าหากเราฟังแล้วสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ได้ไว้บ้างถึงแม่จะน้อยแต่มันก็ยังดีกว่าฟังแล้วปร่อยให้มันผ่านไป
สัปดาห์นี้ ผมได้ฝึกฟังเพลงและฝึกฟังคำพูดจากในเกม
เพลงดังต่อไปนี้ –Lost Stars                             เกมดังต่อไปนี้ –warcraft III
                          -Counting stars                                               -Mass Effect III
                          -21 Gung                                                        -Assussin’s Creed IV
                          -Rule the world                                              -Warrior Kings
       เพราะเพลงและเกมเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นภาษาอังกฤษด้วยกันทั้งนั้น ผมก็ลองตั้งใจฟังคำไหนในเพลงที่ฟังแล้วยังฟังไม่ออก ก็จะเปิดหาเนื้อร้องในอินเตอร์เน็ต ส่วนในเกมจะฟังออกทุกคำและลองพูดตามมันดู ฟังๆดูมันก็สนุกดี สำเนียงได้ ความเร็วในการพูดก็ผ่าน ใครหลายคนอาจคิดว่าการเล่นเกมเป็นสิ่งไรร้สาระแต่ผมเชื่อว่า เรายังได้รับสาระหากเราเลือกบริโภค

       ทั้งนี้สื่อต่างๆที่เราบริโภคนั้นเราควรเลือกรับเฉพาะสิ่งดีๆเท่านั้นเพราะสมัยนี้อบายมุขต่างๆมากมายก็ผ่านมาทางสื่อทั้งนั้น คะศัพท์มากมายกายกองที่อยู่ในเพลงทั้งเรื่องของ Tenses, Listening และ Speaking ก็ผ่านมากับเพลงทั้งนั้น เราจึงควรเลือกบริโภคเฉพาะสิ่งดีๆ  

์Noun Clause

Noun Clause (อนุประโยคที่ทำหน้าที่เป็นคำนาม)
Noun Clause คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เสมือนหนึ่งทำหน้าที่เป็นคำนามในประโยคในการสนทนาในชีวิตประจำวัน เราอาจได้ยินหรือใช้ noun clause โดยไม่รู้ตัวว่ากำลังใช้ Noun Clause อยู่ เช่น
I think you’re very pretty.
I hope you pass the exam.
ประโยคเต็มที่เป็นทางการคือ
I think that you’re very pretty.
I hope that you pass the exam.
Noun Clause เหล่านี้ เมื่ออยู่ในตำแหน่งของประธานเรียกว่า “Subject noun clause” และเมื่ออยู่ในตำแหน่งของกรรมจะเรียกว่า “Object noun clause” ดังตัวอย่าง
Subject Noun clause.
That scores are going down is clear.
(มักใช้ในภาษาเขียนหรือภาษาทางการ)
ที่ว่าคะแนนลดลงเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัด
What he said confused us terribly.
สิ่งที่เขาพูดออกมาทำให้พวกเราสับสนมาก
Object Noun clause.
I feel that you overestimated the damages.
ผมรู้สึกว่าประมาณการถามเสียหายเกิดความเป็นจริง
I don’t know where she is.
ผมไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน
ประเภทของ Object Noun Clause.
Object Noun Clause จะต้องอยู่กับ Main Clause ของประโยคเสมอโดยประโยคเดิมจะเริ่มด้วย Main Clause มี 3 ประเภทได้แก่
1.Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย “that”
2.Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วย “WH-words”
3.Noun Clause ที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า “if” หรือ “whether”


Learning Log out class

Learning Log out class
       ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่นิยมใช้กัน  อย่างแพร่หลายมากที่สุด  เนื่องจากเป็นภาษที่ใช้สื่อความหมายไปเกือบทั่วโลก  ทั้งในฐานที่เป็นเครื่องมือที่จะเข้าถึงแหล่งวิทยาการต่างๆซึ่งปัจจุบันมีคนทั่วโลกใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารมากกว่า  2,000 ล้านคนหรือ 1 ใน 3 ของประชากรโลก ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งเสริมให้ประชากรไทยได้รับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษในระดับที่ดีเพื่อที่จะสื่อสารได้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้และการประกอบอาชีพ ตลอดจนการเจรจาต่อรองสำหรับการแข่งขันด้านเศรษฐกิจและสังคมในเวทีสังคมช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามเป็นอย่างมากที่จะเพิ่มความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ด้วยการประกาศนโยบายให้นักเรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศที่ 1 โดยกำหนดให้มีการสอนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาเป็นต้นไป
       Noun Clauses ทำหน้าที่เสมือนเป็นคำนามในประโยคในชีวิตประจำวัน เราอาจดิ้นหรือใช้ noun clause โดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
       การใช้ Noun clause อย่างถูกต้องถือเป็นเรื่องสำคัญมากโดยเฉพาะในเรื่องของ writing และ speaking ของการสอบ IELTS เนื่องจาก Criteria หนึ่งของการให้คะแนนใน 2 ทักษะนี้คือ grammaticulrange and accuracy โดยเฉพาะ writing หากอยากได้ Band Ccore 60 ขึ้นไปจะต้องสามารถใช้รูปแบบของ Complex sentence ได้บ้าง (with some errors) แต่การต้องการไปถึง Band 7.0 ก็ต้องลดความผิดพลาดลง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหากเราไม่ใช่ noun clause ในการสอบ writing เลย จะทำให้ไม่ได้ Band 7.0 เพราะจริงๆแล้ว Complex sentence มีหลายประเภทซึ่ง noun clause ถือเป็นหนึ่งในนั้น

       ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษาที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนยิ่งเก่งภาษายิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้นเพราะภาษาอังกฤษมีบทบาทสำคัญทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ การศึกษาและด้านอื่นๆของโลกแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นภาษาอังกฤษตัวมีเรื่องไวยากรณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะบางคนไม่ค่อยเห็นถึงความสำคัญของไวยากรณ์แต่จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ล้วนมีความซับซ้อนฉะนั้นเราจะต้องศึกษาเรื่องพื้นฐานทางไวยากรณ์ คือ Noun clause ซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของ clause ถ้าหากเรามีความรู้พื้นฐานในเรื่องนั้นเราก็จะสามารถนำความรู้เรื่องเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการเรียนต่างๆ ไม่ว่าเป็นการเขียนการอ่านและการพูดประโยคต่างๆในอนาคต

Adjective Clause & Adjective Phrase

Adjective Clause & Adjective Phrase
                การลดรูป Relative clause ที่เป็น Adjective clause ให้เป็นวลี (Phrase) โดยการใช้ V3 และ V.ing
หลักการลดรูป
1.             ตัด Relative pronoun ทิ้ง (Relative pronouns : that, who, which, whose, whos)
2.             เปลี่ยนกริยาที่ติดอยู่กับ Relative pronoun ให้เป็น Ving ในกรณีที่คำนามนั้นทำกริยาได้ หรือเปลี่ยนเป็น V3 ถ้าคำนามนับเป็นผู้ถูกกระทำ ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากรูปแบบกริยา

การลดรูป Relative clause ที่เป็น Adjective clause ในโครงสร้าง Passive voice ประโยคส่วนใหญ่เราจะพบว่าวลี which are นั้นถูกละ (omit) และคงไว้แต่โครงสร้าง V3 แสดงว่าคำนามที่ปรากฏหน้า V3 นั้นถูกกระทำ หรืออยู่ในรูป Passive Voice นั้นเอง
-                   ส่วนการทำประโยค Adjective Phrase ให้กลับมาอยู่ในรูปของ Adjective Clause นั้นง่ายมาก เพียงนำ Relative pronouns : that, who, whom,which, whose and whos มาไว้หน้าคำกริยาหลักในประโยค หรือ กริยา V3 หรือ Ving
หลักในการลดรูป Adjective clause เป็น Adjective Phrase
1.             ประธานในประโยคทั้งสองประโยค คือ ประโยคใน Main Clause และ Subordinate Clause จะต้องเป็นประธานตัวเดียวกัน ถ้าเป็นประธานคนละตัวกัน ประโยคดังกล่าวจะมีสามารถทำได้

2.             เมื่อประธานในประโยคเป็นตัวเดียวกันให้เปลี่ยนกริยา V3 หรือ Ving เป็นช่อง V1

Learning Log 18th August 2015

Learning Log 18th August 2015
                เป็นที่ทราบกันดีว่า ภาษาอังกฤษ เป็นภาษาสากลที่คนทั่วโลกนิยมใช้ในการติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงประเทศไทย ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสที่จะนำภาษาชีวิตไปสู่ความสำเร็จทางอาชีพ การงาน ทำให้หลายๆครอบครัวเริ่มเล็งเห็นความสำคัญกันมากขึ้นทั้งส่งลูกไปเรียนเสริมหรือถ้าบ้านมีฐานะก็อาจส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ไม่อยากเสียเงินไปกับสถาบันสอนเสริมต่างๆ วันนี้ผมวิธีการเสริมสร้างทักษะภาษาอังกฤษง่ายๆมาแนะนำ
1.             คุยกับคุณครู
เวลาเรียนวิชาภาษาอังกฤษก็พยายามสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษฝึกฝนทบทวนกับอาจารย์ผู้สอนอย่างตั้งใจ
2.             ทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ
แบ่งเวลาทำแบบฝึกหัดภาษาอังกฤษ เช่น การหัดทำแบบฝึกหัด เรื่องของ Grammar ประมาณ 200 ข้อ นอกจากจะเสริมสร้างความสามารถทางด้านไวยากรณ์แล้วยังช่วยเสริมทักษะหรือความคุ้นเคยกับภาษาอังกฤษอีกด้วย
3.             หาหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่าน
สร้างนิสัยรักการอ่าน โดยการแบ่งเวลาอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงต่อวันในการอ่านหนังสือ
4.             พูดภาษาอังกฤษ
พูดสนทนาภาษาอังกฤษกับคนรอบข้าง เวลาเจอชาวต่างชาติให้พุ่งเข้าไปหาทันทีหัดทักทาย เพราะเจ้าของภาษาต่างก็เข้าใจในเจตนารมณ์ของเราเป็นแน่
5.             ช่างจำและช่างสังเกต
เวลาออกไปข้างนอก ให้ฝึกสังเกตคำภาษาอังกฤษรอบๆตัว เช่น ในเมนูอาหาร ศูนย์การค้า หรือแม้แต่ป้ายตามถนน ลองพูดคำศัพท์นั้นๆและเชื่อมโยงกับสิ่งที่เคยได้เรียนรู้ เช่น เรื่อง รูปทรง อาหาร  เพื่อให้ตัวเราจดจำได้ดียิ่งขึ้น
6.             ใช้สิ่งรอบตัวให้เป็นประโยชน์
เล่นเกม หาคำศัพท์ในเกม ทำการจดบันทึก และหาคำแปล ต่อมาให้ทบทวนคำศัพท์ต่างๆที่จดมา

                ทั้ง 6 วิธีข้างต้นนี้ ลองนำไปใช้กันดูนะครับ เพราะภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่เรื่องยากและหากแต่ต้องการคนที่มีความพยายามจริงๆจึงจะสามารถเก็บเกี่ยวความรู้ได้ดี การทำให้ภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตนั้นถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

Learning Log 4th October 2015

Learning Log 4th October 2015
                ปัจจุบันนี้ภาษาอังกฤษเริ่มเข้ามามีบทบาทเรื่อยๆในชีวิตประจำวัน เพราะฉะนั้นการที่เราสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ย่อมทำให้เราได้เปรียบกว่าคนอื่น หลายคนอาจหงุดหงิดกับระดับภาษาอังกฤษของตนเองเรียนมาตั้งแต่อนุบาลแต่ทำไมถึงยังพูดไม่ได้ซักที บางคนอาจสมัครเข้าเรียนในสถาบันสอนภาษาหรือแม้กระทั่งจ้างครูมาสอนเป็นการส่วนตัว แต่นั้นก็ช่วยให้คนเหล่านั้นใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้นจริงเหรอ หากหยุดการเรียนแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หนทางที่ดีที่สุดนั้นของการเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาใดๆก็ตาม คือการไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการใช้ภาษานั้นๆแบบ Full-time หรือพูดง่ายๆคือการไปอยู่ต่างประเทศนั้นเอง แต่จะมีซักกี่คนที่จะทำแบบนั้นได้หากไม่รวยจริงๆ
                การฟังเป็นการเรียนรู้ที่สามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าจะแค่ 5 นาที 15 นาที หรือเป็นชั่วโมง การฟังที่ดีที่สุดอีกวิธีการหนึ่ง คือ การฟังข่าวภาษาอังกฤษ ช่องทางการฟังมีหลากหลายมาก เช่น cnn, BBC หรือช่องอื่นๆหรือฟังข่าวออนไลน์ผ่านมือถือ ซึ่งหาดาวน์โหลด Application เหล่านี้ง่ายมาก ประเด็นหลักๆ คือ ฟังไม่รู้เรื่อง มันมืดมนไปหมด สิ่งที่จะทำ คือ ฟังบ่อยๆหากมีเวลาพยายามตั้งใจฟังและจับให้ได้ว่าใจความสำคัญของสิ่งนั้นๆคืออะไร พยายามแยกแยะแต่ละคำศัพท์ออกจากันให้ได้ถึงจะไม่รู้ความหมายของคำนั้นๆก็ตาม เพราะถ้าเราฟังแบบไม่ตั้งใจ ฟังลอยๆก็จะเหมือนกับการที่ฝรั่งอ่านหนังสือภาษาไทยที่ไม่รู้ว่าแต่ละคำจบตรงไหน เพราะเขียนติดกับเป็นพืดไปหมด เข้าไปที่ Learning English ของ Voice of flmerica จาก http : learning English.veanews.com ในนี้จะรวมข่าวพร้อมคลิปเสียงการบรรยายข่าวนั้นๆโดยเขาทำไว้เพื่อให้คนฝึกภาษาอังกฤษโดยเฉพาะ

                สิ่งสำคัญในการเรียนภาษาอังกฤษที่ดี คือ เริ่มจากตัวเองมีความขยัน พยายามทำให้ภาษาอังกฤษเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน เพิ่มโอกาสที่จะพบปะและพูดคุยกับชาวต่างชาติเพื่อเป็นการฝึกภาษา เราไม่จำเป็นต้องใช้หนังสือภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวเท่านั้นในการใช้ประกอบการเรียน เราสามารถใช้ได้ทุกอย่างไม่ว่าจะแมกกาซีน นิยาย หรือหนังสือประเภทไหนก็ได้ทั้งนั้นขอให้เป็นภาษาอังกฤษก็พอ ถ้าหาไม่ได้จริงๆคุณควรลองใช้ Englishtown Magazine ถ้าต้องการหัวข้อเรื่องง่ายๆ

Assignment 4th October 2015

Assignment 4th October 2015
ๅ1.             I think  that you are very pretty.
22.             I hope that you pass the exam.
  3.             I don’t know what to do.
  4.             I know what you said. 
  5.             Where I go is secret.
66.             I know where we go.
  7.             I go when he came.
88.             When you go is my sadness.
  9.             Why I do is because of you.
  10.      I don’t know why you go.
  11.      I don’t know how to say.
  12.      How to make a cake is secret. 
  13.      The danger is that we will be left behind.
  14.      The fact is that it is getting very late. 
  15.      George wonders does frcd know how to cook.
  16.      T do love you.


การใช้งาน If – Clause ในแบบต่างๆ

การใช้งาน If – Clause ในแบบต่างๆ
Conditional sentences หรือที่หลายคนรู้จักในนาม If – clause คือ ประโยคเงื่อนไข ประกอบด้วยอนุประโยคสองประโยค ประโยคหนึ่งขึ้นต้นด้วยคำว่า If กับอีกประโยคหนึ่งมีหน้าตาสมบูรณ์ทั่วไป สังเกตว่า อนุประโยคสองประโยคนี้สลับที่กันได้ จะยกประโยคไหนขึ้นต้นก็ได้ แล้วแต่การเน้นและความหมาย
1.             ZERO Conditional Sentences
วิธีใช้ : ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริง
Zero conditional sentences ใช้สำหรับพูดถึงความจริงทั่วไป โดยใช้ Present Simple ในอนุประโยคทั้งสองประโยค
·       If + present simple , … present simple.
ประโยคแบบ zero conditional sentences ใช้พูดถึงกรณีที่ถ้าเกิดสิ่งหนึ่ง ต้องเกิดอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เช่น If water reaches 100 degree, it boils.
-                   If people eat too much, they get fat.
-                   If you touch a fire, you get burned.
-                   People die if they don’t eat.
-                   You get water if  you mix hydrogen and oxygen.
-                   Snakes bite if they are scared.
-                   If babies are hungry, they cry.
Zero conditional sentences จะใช้พูดถึงเรื่องจริงทั่วๆไป แต่ Conditional Sentences แบบต่อไปจะพูดถึงเหตุการณ์เฉพาะ

2.             FIRST Conditional Sentences
ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
First conditional sentences ใช้สำหรับพูดว่าถ้าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นหรืออาจเกิดขึ้น โดยใช้
If + present simple แล้วตามด้วย future simple
·       If + present simple ,… will + infinitive
ใช้พูดถึงเหตุการณ์เฉพาะซึ่งอาจเป็นไปได้ หรือผู้พูดคิดว่าจะเกิดขึ้น เช่น
-                   If it rains, I won’t go to the park.
-                   If I study today, I’ll go to the party tonight.
-                   If I have enough money, I’ll buy some new shoes.
-                   She’ll be late if the train is delayed.
-                   She’ll miss the bus if she doesn’t leauc soon.
-                   If I see her, I’ll tell her.
Zero conditional กับ First conditional ต่างกันตรงที่ใช้กับสถานการณ์คนละประเภทดังได้กล่าวไปแล้ว ดูตัวอย่างชัดๆอีกที่
Zero conditional : If you sit in the sun, you get burned.
First conditional : If you sit in the sun, you’ll get burned.

3.             SECOND Conditional Sentences
ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน หรืออนาคต
If she studied harder, she would pass the exam.
ประโยคแบบ second conditional ที่ใช้ If + past simple คู่กับ would + infinitive
·       If + past simple, … would + infinitive
-                   ใช้พูดถึงความใฝ่ฝันว่าอยากให้เกิดขึ้นในอนาคตแต่อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ เช่น
-                   If I won the lottery, I would buy a big house.
-                   If I met the Queen of England, I would say hello.
-                   She would travel all over the world if she were rich.
-                   She would pass the exam if she ever studied.
-                   ใช้พูดถึงเหตุการณ์ปัจจุบันซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย เช่น
-                   If I had his number, I would call him.
-                   If I were you, I wouldn’t go out with that man.

4.             THIRD Conditional Sentences
ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามกับความเป็นจริงในอดีต
ประโยค Third conditional แบบสุดท้ายใช้ If + past perfect คู่กับ would have + V3
·       If + past perfect, … would + have + past participle
ประโยคแบบนี้ใช้พูดกับอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะเป็นอย่างไว
-                   If she had studied, she would have passed the exam.
-                   If I hadn’t eaten so mush, I wouldn’t have felt sick.
-                   If we had taken a taxi, we wouldn’t have missed the plane.
-                   She wouldn’t have been tired if she had gore to bed earlier.
-                   She would have become a teacher if she had gone to university.
-                   He would have been on time for the interview if he had left the house at nine.